นานมากแล้วเราเคยมั่นอกมั่นใจหนักหนาว่า  ตัวเรานั้นช่างซื่อสัตย์และมั่นคง มั่นอกมั่นใจว่าเราเองนั้นเป็นคนหนักแน่นในรักเดียว และเมื่อความรักครั้งแรกนั้นจบลงอย่างเงียบเชียบ เราเองยังคงเก็บกอดหวงแหนอารมณ์นั้นมาอีกเนิ่นนานและยังคงมั่นใจต่อไปอีกว่าเราไม่อาจจะรักใครได้อีก

 

มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเราได้ทั้งให้ใจและปลดปลงหมดหวังไปกับรักแรกนั้นแล้ว

 

เวลาผ่านมานานหนักหนาเราเริ่มแปลกใจในอาการและอารมณ์หวิวไหว ใจเต้นเร็วรัว เหมือนเมื่อ 10 สิบกว่าปีก่อนนั้น

 

ถามใจตัวเองว่าเรายังคงรักคนและความรักครั้งแรกของเราอยู่ไหม เราสามารถพูดออกมาดังๆได้เลยว่าใช่ยังรักอยู่และแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกับวันแรกที่ความรักนั้นได้โบกมือลาจากเรามาเลย

 

แต่กับอารมณ์หวิวไหว ณ ตอนนี้ละ เราจะตอบตัวเองได้อย่างไร ?

 

เราผู้เคยปรามาสอวดดีกล่าวตำหนิไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรักของเพื่อน หรือของตัวเองว่ามากรัก เห็นแก่ตัว เจ้าชู้คิดเห็นเอาแต่ได้

 

เราผู้เคยคิดว่าความรักนั้นศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธ์ดังขนปีกของพระผุ้เป็นเจ้าและรักนั้นมั่นคงเหลือเกินจนไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ซ้ำสองซ้ำสามในเวลาเดียวกันและเราอีกนั่นเองที่เคยปั้นหน้านิ่งทั้งที่น้ำตานองตัดพ้อต่อหน้าว่า เห็นแก่ตัว แล้วมาตอนนี้ละไม่ใช่เราเองหรอกหรือที่ว่ามากรัก เห็นแก่ตัว เจ้าชู้ คิดเห็นเอาแต่ได้

  

อาจจะเป็นเพราะเราลืมไปว่าจริงๆแล้วนั้นรักก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งเช่นเดียวกันกับความโกรธ ความโลภ ความอยากได้อยากมีดังนั้นเมื่อใจคนเราสามารถโกรธเกลียดพร้อมกันหลายคนในเวลาเดียวกันได้ เมื่อเราสามารถหิวกระหายอยากได้อยากมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันได้ก็ไม่น่าต่างอะไรเลยจากความรัก

 

รักช่างต่างจากภาพลวงที่เราพบเห็นตามอย่างขนบหนังฮอลลีวูดหรือซีรี่ย์เกาหลี

 

เราอาจจะไม่ทันเห็นโรมิโอกับจูเลียตได้แต่งงานครองรักกันเช่นเดียวกับเราอาจจะไม่ได้เห็นตอนที่ทั้งคู่มีปากเสียง ทะเลาะและเลิกร้างอำลากัน

 

เรามึนงง ผิดหวัง ไม่แน่ใจว่าอาการมึนงง ผิดหวังนั้นเกิดขึ้นจากอะไร อาจจะเป็นทั้งสิ่งที่เกิดขึ้น อารมณ์ที่ที่เกิดขึ้น ความเป็นมนุษย์หรือแม้แต่ตัวเอง

 เราจึงได้แต่ยืนอย่างอ่อนแรงและโงนเงนพลางวิ่งไปทางโน้นทางนี้อยู่ในความคิดอ่านของตัวเองและเฝ้าหวังว่า ณ ขณะหนึ่งนี้เราจะค้นพบความจริงและปรารถนาที่จะถูกค้นพบเช่นเดียวกัน 
 

ขอสารภาพว่าช่วงที่ผ่านมาเราไม่เคยสนใจข่าวสารบ้านเมืองมากเท่าไหร่นัก ยอมรับว่าเอียน ยอมรับว่าเวียนหัว สีเหลืองสีแดงตัดกันฉูดฉาดรุนแรงเกินไปหรือเลยไปจนถึงสีแดงไปแผดแสงใส่สีรุ้งที่เชียงใหม่  เราจึงเลือกที่จะปิดโสตทัศนะต่างๆไม่รับรู้รับชี้ใดๆ แน่นอนว่าไม่ใช่หนทางที่ดี ไม่ใช่หนทางที่ทำให้ปัญหาดีขึ้น แต่เรายังแอบคิดเข้าข้างตนเองอย่างคนเขลาว่าอย่างน้อยๆมันก็ไม่ได้ทำให้แย่ลง

 

แต่การวางอุเบกขาของเราคงจะทำใด้แย่เกินไป ดังนั้นบางค่ำคืนเราจึงนอนน้ำตาไหลรินเงียบเชียบ เนื่องด้วยเหตุผลอันหลายหลาก แต่แน่นอนว่าสีสันที่ตัดกันเหลือเกินนั้นย่อมมีส่วนอยู่ด้วยมาก

 

พลางเราจึงคิดหาเหตุผลเอาเองตามที่สมองอันอ่อนด้อยของเราจะพอทันคิดได้ว่า เหตุผลกลใดหนอจึงทำให้ผู้คนที่แทบจะไม่รู้จักกันต่างเข้ามาห้ำหั่นกัน  พวกเขาเหล่านั้นมองข้ามและหลงลืมสิ่งสำคัญสิ่งใดไปหรือไม่  เราเองเฝ้าพิจารณาหาคำตอบอยู่นานวัน แต่ก็ยังไม่พบคำตอบดีๆสำหรับเหตุผลที่ทำให้คนบ้านเดียวกันเข้าประหัตประหารกันเองเสียที  คำถามที่ดูเหมือนไร้คำตอบนั้นเวียนวนอยู่ในสมองเราเนิ่นนาน จนกระทั่งวันหนึ่ง...

 

"ฮั้ว"เพื่อนสนิทเราออกปากชวนเราเข้าร่วมงานเล็กๆที่จัดขึ้นกันเองในหมู่เพื่อน งานชื่อเชยๆแต่ก็เป็นกันเองชื่อว่า"กันและกัน" เพื่อนเราเลือกใช้คำว่าโครงการเพราะหมายมุ่งจะจัดต่อไปเรื่อยๆทุกๆปี ปีละครั้ง จุดประสงค์หลักก็เพื่อหยิบยื่นโอกาสให้ตัวเองและเพื่อนๆได้มีส่วนช่วยเหลือสังคมเราบ้างแม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆเรื่องน้อยๆก็ตามที โดยจะผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนไปในแต่ละปีทั้งสถานที่จัดและแม่งาน

 

ฮั้วบอกน้ำเสียงสดใสจริงจังว่า " อย่างฉัน ฉันชอบเด็ก ปีแรกนี้ฉันจึงขอเข้าไปบ้านเด็ก " ซึ่งก็จริงอย่างที่เพื่อนเราพูด  ปีแรกฮั้วยินดีขอเป็นหัวเรือใหญ่ในการเริ่มกิจกรรมนี้โดยเลือกที่จะไปที่บ้านเด็กทุพพลภาพซ้ำซ้อนหญิงราชาวดีปากเกร็ดเป็นที่แรก  " แต่ยกตัวอย่างว่าปีหน้าอาจจะเป็นรณ (รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ) รณอยากให้ทุนการศึกษาเด็ก ก็อาจจะไปจัดแบบนั้น พอปีหล่อน หล่อนเป็นแม่งาน หล่อนก็อาจจะไปบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ตามที่หล่อนชอบ เราจะผลัดเปลี่ยนไปทุกๆปี ทั้งสถานที่และผู้จัดงาน " เพื่อนฮั้วบอกเราว่ามีเจตนาจะจัดขึ้นเป็นงานเล็กๆในหมู่เพื่อนให้สมกับชื่องานแต่เราแอบคิดเองว่าเพื่อนฮั้วก็คงไม่รังเกียจหากงานจะค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นในทุกๆปี

 

เมื่อได้ยินเพื่อนเราพูดแบบนั้นโดยน้ำใสใจจริงเราก็อนุโมทนาเห็นดีเห็นงามไปกับเพื่อนที่ต้องการจะทำสิ่งดี แต่อีกใจก็แอบสยดสยองพองขนไม่ได้เมื่อนึกถึงภาพตัวเองอยู่ท่ามกลางเด็กๆนับร้อยที่ต่างก็วิ่งเล่นกันอยู่ไปมาราวกับฝูงปลาที่ดำผุดดำว่ายรอฮุบขนมปังและข้าวโพดคั่วอยู่ที่ท่าน้ำวัดอรุณ เด็กเหล่านั้นก็คงพากันยื้อแย่งแก่งชิงของขวัญและขนมนมเนยที่มีผู้ตั้งใจนำมาแบ่งปันพลางแหกปากร้องกระจองอแง อยากได้โน่นนี่ เมื่อลองคิดดูแล้วเราก็...ขนลุก

 

เนื่องจากเราคงมีธาตุขันธ์อันใดบางอย่างที่ไม่ถูกโรคถูกชะตากับเด็กอย่างแรง แม้หลายๆคนจะพยายามทำจิตวิเคราะห์ตามอย่างทฤษฎี Psychosexual developmental stage ของฟรอยด์ ซิกมุนต์ ฟรอยด์ ซึ่งพยายามบอกว่าจริงๆเราอาจจะไม่ได้เกลียดเด็ก เราสร้างกำแพงขึ้นมาป้องกันและหลอกตัวเองเพียงเพราะเราไม่อาจจะลูกเล็กๆได้ แต่เราว่าเหตุผลนั้นอาจจะใช้ไม่ได้กันกับเราเพราะเราว่าเรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เราจึงจินตภาพตนเองไม่ออกว่าจะทำฉันใดท่ามกลางเด็กเหล่านั้น  เราอาจจะนิ่งขึงทำทีปึ่งชาเพื่อกันมิให้เด็กเข้าใกล้ หรือว่าเราจะเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็นนางสาวไทยเข้าไปสุงสิงกับเด็ก เอามือลูบหัวไปจรดหางของเด็กเหล่านั้นสักสามหนแบบพระรามลูบหลังหนุมานดี ? เพราะคงจะทำให้ดูอ่อนหวานงดงามในสายตาของเพื่อนใหม่ที่จะไปร่วมงานในวันนั้น น่าจะเรียกคะแนนนิยมได้โข

 

แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่ได้ทำดังนั้น

 

เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2552 เราตื่นแต่เช้าเพราะเพื่อนฮั้วแจ้งว่าต้องรีบออกเดินทางเพื่อที่จะถึงที่บ้านราชาวดีในเวลา 9:30 โดยมีเพื่อนรวมทางคือพี่ดาว จากฟ้าสีรุ้ง (สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย)  พี่หนึ่งกับน้องโหน่ง จากสวิงก์ ผู้มีน้ำจิตน้ำใจขนข้าวขนของมากมายมาจนถึงหน้าที่พัก และแวะรับหมอทรายกับคู่หมั่น รตอ.เติมที่โรงพยาบาลราชวิถีอีกนิดหนึ่ง

 

หลังจากทำความรู้จักกันพอสมควร อึดใจใหญ่หลังจากแวะรับของบริจาคจากเพื่อนๆของฮั้วเราก็มาถึงบ้านราชาวดีราว 10:00 เลยจากกำหนดไปนิดหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้

 

บ้านราชาวดีที่เห็นนั้น กว้างขวางโล่งโปร่ง แต่ก็ร่มรื่นเย็นตา หมู่ตึกปลูกหมดจดงดงามเป็นระเบียบแบ่งเป็นเรือนเล็กเรือนน้อย เลือกใช้กลุ่มสีพาสเทลแบบลูกกวาดดูเย็นตา คงหวังผลเรื่องสีที่มีอิทธิพลต่อจิตใจผู้อยู่ร่วมร่มเงาทั้งยังเหมาะกับเด็กๆ เข้ามาจนถึงตรงนี้แล้วเราจึงเห็นเด็มหญิงผอมบางคนหนึ่งเข้ามาทำทีทักทาย เราแอบเรียกเด็กคนนั้นในใจว่า"น้อง PR "แล้วจึงค่อยมาทราบชื่อเอาทีหลังว่าชื่อน้องตุ๊กตา

 

น้อง PR ทำผมเก๋ไก๋ มัดรวบผมเส้นสีน้ำตาลอ่อนพริ้วบางเป็นทรงน้ำพุอยู่ด้านข้าง ยิ้มยิงฟันขาวแบบที่ออกมาจากใจจริงดูแล้วสดใส น่าหมั่นไส้เป็นที่ยิ่ง น้อง PR กุลีกุจอเข็นรถเข็นของเพื่อนอีกคนมาต้อนรับ เพื่อนผู้นั่งรถเข็นร่างกายอ่อนโหยแต่แววตาดูมีความสุขสงบลึกซึ้งยิ้มต้อนรับจริงใจ ประจำที่นั่งขายของที่ระลึกจากฝีมือเด็กในบ้านทั้งเทียนหอม ถุงบุหงารำไปและพิมเสนน้ำ สีสันสดใสพ้องกันกับตัวบ้านและเสื้อผ้าของเด็กๆ

 

แล้วเพื่อนๆอีกหลายๆคน หลายๆกลุ่มก็ทยอยกันมาต่างขนของข้าวของขวัญมามากมาย ไม่ก็บริจาคเป็นเงินเพิ่มเติมจนยอดบริจาคที่ได้ทำเอาเพื่อนฮั้วยิ้มรี่นชื่นใจหุบยิ้มไม่ลงทั้งๆที่หน้าออกเป็นมันย่องขนาดนั้น

 

งานเริ่มขึ้นอย่างเป็นกันเอง ราบลื่น และดำเนินไปตามทางที่ควร มีการร้องเพลงขอบคุณ แจกแจงการใช้เงินและแจ้งยอดเงินบริจาคซึ่งเกินกว่าที่คาดอยู่หลายเท่าตัว ไม่ยักกะมีใครจะโมโหเด็กลุกขึ้นมากรีดร้องจิกตีหรือฉีกทึ้งดึงผมกันเองเนื่องจากความร้อนระอุในวันนั้น ต่างก็ยิ้มย่องผ่องใสช่วยกันยกโน่นทำนี่ไปตามราวตามเรื่อง ทั้งตักอาหาร บริการน้ำ และจัดกองข้าวของที่ได้รับบริจาคมา ผิดไปจากความคาดหมายของเรา

 

ดีเหลือเกินและก็แปลกเหลือเกินที่บรรยากาศในวันนั้นช่างเต็มไปด้วยความสงบเย็นทั้งๆที่หลายคนต่างก็ไม่รู้จักกันแต่ก็ช่วยเหลือกันให้งานเสร็จสมไปด้วยดี เราเองแอบคิดในใจว่าน่าจะเป็นเพราะเราทุกคนแม้ต่างกัน มากันจากหลายหนทางแต่เราต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

 

จุดมุ่งหมายนั้นคือทำอะไรก็ได้ให้ใครสักคนมีความสุข

 

ให้ชีวิตอันแสนสั้นของน้องๆเหล่านั้นเป็นชีวิตที่แม้จะไม่ยืนยาวอย่างคนทั่วไปแต่ก็เป็นชีวิตที่แสนสุขอย่างที่คนคนนึงควรจะได้รับ

 

หลากหลายเพศ อาชีพ วัย และหน้าที่การงาน ต่างมาเพื่อจุดหมายเดียวกันคือ"การให้"

 

ความต่างไม่เป็นปัญหาใดๆเลยหากเราจะร่วมทางเดียวกันเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน

 

เราพาลคิดไปถึงสีแดงดีเดือดและสีเหลืองเจิดจ้าพวกนั้น ทีต่างผลัดกันสร้างสรรพนุภาพเปล่งแสงอวดสีอยู่ไปมาแถวๆหน้าทำเนียบ ซึ่งเราไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง อาจจะฟังขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้างแต่ก็ยึดเอาเหตุผลที่กลุ่มตนเองสรรค์สร้างนั้นมากกกอดให้ค่าว่าเป็นเรื่องจริงแท้ในหมู่ของตนและใช้เป็นที่พึ่งสรณะ

 

แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเขาเหล่านั้นหลงลืมไปคือการให้ ทั้งให้โอกาสอีกฝ่ายหนึ่งได้พูด ให้โอกาสตัวเองได้ฟัง และให้ในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยากยิ่งที่สุดคือ "การให้อภัย"

 

พระพุทธองค์ทรงแจกแจงประเภทของทานเป็นหลายอย่าง อย่างง่ายสุดคือ "อามิสทาน" คือการให้ทานเป็นสิ่งของรูปธรรมตามแต่จะจัดหามาให้ได้เป็นทานอย่างง่าย คิดจะทำเมื่อใดก็ทำได้ทันที แต่ยังมีทานอีกประเภทหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าเป็นทานอันประเสริฐสุดและให้ผลในทันทีแต่ก็ทำได้ยากยิ่งเช่นกัน

 

นั่นคือ"อภัยทาน"เพราะเป็นนามธรรมเกิดจากใจ หากจิตน้อมไปตามที่พูดได้จริง ขอไม่ถือโทษ ไม่นำพาในสิ่งที่ล่วงล้ำก้ำเกินกันนั้นได้ย่อมยังผลให้เกิดความปิติแสนชุ่มชื่นใจ เกิดเป็นความสงบระงับทันทีในปัจจุบัน

 

เราจึงคิดว่าอภัยทานนี่แหละเป็นสิ่งที่พวกเขาทั้งสองนั้นต่างต้องการและยังต้องเผื่อแผ่ไปยังสังคมส่วนรวมด้วย

 

งานเสร็จเร็วกว่าที่เราคิดไว้เพียงแค่บ่ายต้นๆกิจกรรมทุกอย่างก็เสร็จสิ้น น้องๆแยกย้ายกลับบ้านและผู้คนมากมายที่มาร่วมงานก็เช่นกัน ต่างแยกย้ายกันไปตามหนทางของตนเอง ไปตามทางที่ตนเลือก ซึ่งเราไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องแปลกที่ตรงไหน ก็ในเมื่อเราต่างบรรลุเป้าหมายที่เราเฝ้าหวังไว้ แม้มาจากหลายเส้นทางแต่ก็บรรจบกันในทางเดียวไม่มีสิ่งใดกั้นขวางได้แม้กระทั่งความแตกต่าง แปลกแยก ต่างก็ไม่มีอคติรังเกียจปลอมปนเพราะเราต่างร่วมทางเดียวกัน

 

 "กันและกัน"ครั้งแรกเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายและจบในแนวทางเดียวกันงานเสร็จสำเร็จสวยงามง่ายดายเป็นเพราะเรามีเพื่อนร่วมทางที่ดี เป็นเพราะเราได้เพื่อนร่วมเดินที่เข้าใจ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน

 

วันนี้แสงแดดแผดจ้าเหลือเกิน เราถึงห้องเหนื่อยอ่อน คิดอย่างคนขี้เกียจว่าคืนนี้คงนอนหลับเป็นตาย

 

อาจจะมีน้ำตาอีกก็เป็นได้ แต่เรามั่นใจเหลือเกินว่ามันไหลออกมาด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป

 

...................................................................................................

 

*** ปัจจุบันบ้านราชาวดีหญิงยังคงต้องการความช่วยเหลือและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจจากเพื่อนทุกๆคนอีกมาก หากสนใจจะบริจาคหรือร่วมเลี้ยงอาหารน้องๆในบ้านสามารถติดต่อได้ที่สถานสงเคราห์เด็กพิการทางสมองและปัญญาหญิง ปากเกร็ด นนทบุรี โทร.0-2583-6731, 0-2583-4246***

เมื่อวันที่ 10 – 12 เราไปเที่ยวหัวหินมา ไปกันแบบกลุ่มเล็กๆเฉพาะเพื่อนฝูงอย่างที่เราชอบ

 

เปิดทริปด้วยสตอว์เบอรีฟองดูที่มาจากหลายทิศหลายทาง คั่นกลางด้วยการกัดกันเองระหว่างเพื่อนฝูงเล็กน้อยและจบลงที่ตลาดน้ำอัมพวา อ้อยังมีไอศครีมร้าน “s’free“ตบท้ายอีกนิดหน่อย

 

เป็นการไปทะเลที่วิปริตที่สุดเท่าที่เคยไปมา กล่าวคือ ไม่ได้มีส่วนไหนในร่างกายอันแสนจะอวบอัดเซ็กซี่นี้ได้ลงแตะทะเลแม้แต่น้อย และยังเป็นทริปที่อัดแน่นไปด้วยไอศครีมและของหวานนานา

 เพราะผลการวิจัยจากสถาบันคิงส์คอลเกตพบว่า หัวหินหน้าหนาว ก็คือปายที่มีทะเลเราดีๆนั่นเอง กล่าวคือ หนาวมากๆ และ ลมแรงสูง จนกรรเชียงปูนึ่งที่สั่งมาเย็นชืดลงได้ในเวลาไม่ถึงนาที  เดาเอาว่าอุณหภูมิคงราวๆ -2 องศาได้ แต่เนื่องจากเพื่อนๆไปกันเองเลยเกิดความอบอุ่นหัวใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอยู่ที่ราว 23 องศา อิอิ (จริงๆแล้วบรรยากาศการกัดกันก่อนแดกข้าวทำให้อุณหภูมิร้อนขึ้นมาอีกนิดหน่อยแต่ก็ต้องทำใจเพราะว่า มันเป็นธรรมชาติของเรากันเอง เหอๆๆ) 

หนาวน่าทรมานมากเพราะไม่ได้เตรียมชุดกันหนาวใดๆเลย แต่งตัวโล่งโจ้งมากๆจนต้องไปหาซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่มเอามาใส่เฉพาะกิจมาจากที่โน่นและนอกจากนี้แล้วยังขยันโกยไอศครีมใส่ท้องไปเรื่อยๆบ่อยๆผลที่ได้รับคืออาการป่วยไข้ที่ไม่ได้รับเชิญจนต้องลงงานไปอีก 1 วัน (โถแม่คุณ)

 

คำถามคือไปเที่ยวรอบนี้ได้อะไร ?

 

คำตอบคือ ไม่ได้อะไรเลย นอกจากอาการไข้หวัดเนื่องจากร่างกายแสนจะบอบบาง

 

แต่ถามหน่อยเหอะไปเที่ยวแบบนี้หวังจะได้อะไรจ้ะ ? และถามต่อว่าทำไมเวลาจะทำอะไรสักอย่างทำไมต้องหวังด้วยว่าจะต้องได้อะไรด้วย เพราะเมื่ออะไรๆไม่เป็นดังหวังแล้วสุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย และอีกอย่างนะข้าพเจ้าว่าการที่ไม่ได้อะไรเลยเนี่ย จริงๆแล้วมันอาจจะได้อะไรก็ได้นะคะ แม้บางทีมันอาจจะดูเหมือนว่าไม่ได้อะไร

 

อิอิ งงไหมละ เราอ่านเองเขียนเองยังงงเลย

 

จริงๆมีเรื่องจะเขียนต่ออีก แต่เนื่องจากอู้เอาเวลางานมาเขียนจึงถูกขัดจังหวะโดยลูกค้าบ่อยๆ ความคิดขาดช่วงเลยไม่เขียนดีกว่า

 แค่นี้ละกันนะ